วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความน่ากลัวของ ศุกร์ 13

Paraskavedekatriaphobia

ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา กรีก สเปน ฯลฯ เชื่อว่าศุกร์ที่ ที่ 13 เป็นวันแห่งความโชคร้าย “Black Fridays” ซึ่งมีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกคนที่กลัวหมายเลข 13 ว่า Paraskavedekatriaphobia ซึ่งมาจากภาษากรีก 3 คำคือ ศุกร์, สิบสาม และความกลัว
ทำไมต้องศุกร์ที่ 13
เริ่มจากวันศุกร์ ในวันศุกร์นั้นเป็นวันไม่ดีนัก จากประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์พบว่าพระเยซูถูกตรึงกางเขนในวันศุกร์, วันศุกร์เป็นวันที่อีฟ(ภรรยาของอาดัมมนุษย์คู่แรกของโลก)เอาผลไม้ต้องห้ามให้อาดัมกิน, การสังหารกันเองระหว่างลูกสองของของอีฟและอาดัมก็เกิดขึ้นในวันศุกร์ เช่นกันคือ อาเบลและคาอิน, ในโนอาห์ก็เกิดน้ำท่วมโลก ซึ่งเหตุผลทั้งหลายนี้ทำให้คริสเตียนส่วนหนึ่ง(อังกฤษ เยอรมัน โปแลนด์ โปตุเกส)มองว่าวันศุกร์เป็นวันที่ไม่ดี
ส่วน 13 ที่มีความเชื่อว่าเป็นเลขอัปมงคลของฝรั่งนั้นความจริงยังไม่มีใครหาต้นตอเจอ แต่เลข 13 มีประวัติว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องโชคร้ายมายาวนาน ไล่ตั้งแต่ อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูร่วมเสวยกับสาวกมีคนร่วมรับประทานอาหารทั้งหมดรวมทั้งพระเยซูด้วยคือ 13 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผุ้ทรยศต่อพระองค์(The Last Supper)
อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในยุโรปหลังสงครามครูเสดเป็นที่รวมศุกร์และวันที่ 13 ไว้รวมกัน เหตุการณ์วันนั้นเป็นการรวมบรรดาอัศวินที่ไปรบเพื่อศาสนากลับมาแล้วมีอำนาจมากจนทำให้ศาสนาจักรหาทางกำจัด ในปี ค.ศ.1307 ฝรั่งเศสสมัยกษัตริย์ฟิลิปที่ 4 เป็นวันทำการจับกุมอัศวินเหล่านั้นครั้งใหญ่ที่สุด ข้อหาเป็นคนนอกรีตซึ่งเป็นข้อหารุนแรงมากในขณะนั้น หลายคนถูกนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อของชาวนอร์เวย์เชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขอัปมงคลเนื่องจากตามตำนานของพวกเขาเล่าถึงเกี่ยวกับเทพ 12 องค์ มารวมกันจัดงานเลี้ยงในห้องโถงของเอกีร์ เทพแห่งมหาสมุทร จู่ๆ มีเทพที่ไม่รับเชิญคือ เทพแห่งไฟที่ชื่อ โลกิ เข้ามางานเลี้ยง และไม่เพียงบุกเข้าไปเท่านั้นยังใช้ธนูยิงเทพบาล์เดอร์ เทพแห่งความสุข จนบาลเดอร์สิ้นลมหายใจตายไปในทันที ทำให้โลกต้องตกอยู่ในความมืดมิดและความเศร้าสลดไปทุกหนแห่ง
ศตวรรษที่ 18 มีการบันทึกเอาไว้ว่า ชาวอังกฤษเชื่อกันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คน 13 คนมานั่งทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันแล้ว คนที่ลุกจากโต๊ะไปเป็นคนแรกจะเป็นคนแรกที่ต้องตาย
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังบอกอีกว่า คนทั่วไปเชื่อว่าเลขที่ 123 เป็นเลขไม่ดีนั้นมาจากความเชื่อว่าเลข 12 เป็นเลขที่สมบูรณ์นั้นเอง เช่นหนึ่งปีมี 12 เดือน,ราศีมี 12 ราศี, เทพเจ้ากรีกมี 12 องค์, ชนเผ่าอิสราเอลมี 12 ชนเผ่า และเลข 13 คือเลขที่บ่งบอกถึงความไม่ลงตัวเหมือนเลข 12 ทำให้เลข 13 จึงเป้นส่วนเหินเสมอ
ความนี้มาดูเรื่องจริงบ้าง
จากประวัติศาสตร์เราพบว่ามีเหตุการณ์ไม่ดีในประวัติศาสตร์อยู่เยอะ ที่เกี่ยวข้องกับศุกร์ที่ 13 และนี้คือส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ว่านั้น
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ. 1869 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1929 ตลาดหุ้นอเมริกาล่ม
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1939 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในประเทศออสเตรเลีย
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1945 เกิดสงคราทางอากาศครั้งสำคัญในนอร์เวย์,ฮอลลีวูดเกิดการประท้วงของสหภาพแรงงานในโรงถ่ายภาพยนต์วอร์เนอร์ การประท้วงลุกลามและรุนแรงจนเกิดการนองเลือดขึ้น
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ. 1970 เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุกระหน่ำมายังประเทศบังคลาเทศมีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1978 เกิดการสังหารหมู่ในอิหร่าน
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1982 อาร์เจนติน่ายกกองกำลังยึดเกาะฟอร์คแลนด์ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
วันศุกร์ ที่ 13 ปี ค.ศ.1989 บริษัทคอมพิวเตอร์ IBM เสียหายอย่างหนักเพราะโดยไวรัสคอมพิวเตอร์โจมตีระบบ
วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 2006 พายุหิมะชื่อ “Aphid” พัดถล่มเมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ค
วันศุกร์ ที่ 13 เมษายน 2007 เกิดทอร์นาโดหลายลูกพร้อมกันในทางเหนือของเท็กซัส
ในวางสารการแพทย์ของอังกฤษฉบับตีพิมพ์ ค.ศ.1993 รายงานว่าวันศุกร์ที่ 13 จะมีอุบัติเหตุทางการจราจรมากกว่าวันอื่นๆ ถึง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นในโครงการอพอลโล 13 ของนาซ่า แม้ไม่เกิดขึ้นในวันศุกร์ก็เถอะ ยายอวกาศถูกปล่อยจากโลกถึงดวงจันทร์เมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ.1970 ก็เริ่มเกิดเหตุขัดข้องหลังจากยานเดินทางออกไปพ้นจากแรงดึงดูดของโลกแล้วสองวัน ทำให้ถังเก็บออกซิเจนกับระบบไฟฟ้าหลักที่เรียกว่า Sarvice Module เสียหายอย่างหนักจนต้องสละส่วนนั้นทิ้งไป คงเหลือแต่ยานควบคุมที่จะแล่นลงสู่ดวงจันทร์และนักบินอวกาศต้องเอาชีวิตรอดถึง 5 วันในการคอยจังหวะที่จะเดินทางกลับบ้าน และรอดตายอย่างปาฏิหารย์และปลอดภัยทุกคน
นอกจากนี้องค์กรนาซ่าพบดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งชื่อ 2004 MN4 ซึ่งเป็นไปได้ 1 ใน 60 ที่อาจพุ่งชนโลกเมื่อ ศุกร์ ที่13 เมษายน ปีค.ศ.2029 ซึ่งการชนของมันอาจทำให้โลกหายนะได้(ส่วนรายละเอียดนั้นติดตามชมหายนะโลกแบบเวอร์ๆ ที่กำลังเป็นเรื่องจริงเร็วๆ นี้)
นอกจากนี้นักจิตวิทยายังพบว่า มีผู้เชื่อถือและคิดว่าศุกร์ที่ 13 โชคร้ายมากถึง 17 ล้านคน ใในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 – 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน
และนี้คือศุกร์ที่ 13 ในอนาคตครับ ไปดูว่ามันมีเดือนอะไรบ้างที่เกิด ศูกร์ที่ 13
ค.ศ. 2009 กุมภาพันธ์ มีนาคม และพฤศจิกายน
ค.ศ. 2010 สิงหาคม
ค.ศ. 2011 พฤษภาคม
ค.ศ. 2012 มกราคม เมษายน และกรกฎาคม
ค.ศ. 2013 กันยายนและธันวาคม
ค.ศ. 2014 มิถุนายน
ค.ศ. 2015 กุมภาพันธ์ มีนาคม พฤศจิกายน
ค.ศ. 2016 พฤษภาคม
ค.ศ. 2017 มกราคม และตุลาคม

จากต่วนตูนพิเศษ ฉบับที่ 396 ตุลาคม 2550 cammy ดัดแปลง+

เรื่องลี้ลับที่ 1 ~



สุสานมัมมี่ ปานาโม อิตาลี (LAS CATACUMBAS DE LOS CAPUCCINOS)
หรือ The Order of Friars Minor Capuchin


ที่พาเลอโม(PARLEMO) เมืองหนึ่งในเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี มีสถานที่ท่องเที่ยว(น่าจะใช่)ที่เรียกว่า “คาตาคอนเบ ได คสปูซิน” หรือสุสานแห่งคาปูซิน
คริสตจักรคาปูชินกันก่อนคริสตจักรนี้มีฐานอยู่ในอิตาลีเป็นคริสตจักรที่ยึดหลักการดำเนินชีวิตตามคำสอนอย่างเคร่งครัดซึ่งแบ่งแยกมาจากคริสตจักรฟรานเซสโก้อีกทีสมาชิกของคาปูชินจะแต่งชุดยาวสีน้ำตาลแก่และหมวกปลายแหลม (คาปุชโช) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคริสตจักรนี่เอง (กาแฟคาปูชิโน่ก็ตั้งชื่อตามสีชุดยาวที่ว่านี่แหละค่ะ)
จุดเด่นของคาปูชินอยู่ที่พิธีศพที่มีการทำศพเป็นมัมมี่ ดังนั้นโบสถ์แห่งนี้จึงมีแต่มัมมี่นั้นเอง
สุสานแห่งนี้ได้รับยกย่องสูงสุดของอิตาลี อยู่ภายในโบสถ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองพาเลอโม เป็นสุสานที่ดูทันสมัย งดงาม มีสิ่งประดับประดาและดอกไม้มากมาย
สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บศพของพี่น้องตระกูลคาปูซิน เมื่อราวศตวรรษที่ 16 คือประมาณ 500 ปี มาแล้ว ต่อมาก็แปรสภาพเป็นสุสานของทายาทตระกูลรวยๆ หรือขุนนางชั้นสูง ที่เป็นที่นับหน้าถือตาของสังคม ตลอดจนทหารที่ประกอบวีรกรรมและศิลปินเด่น
ศพที่ดองเป็นมัมมี่จะถูกนำมาสวนเสื้อผ้าเหมือนสมัยที่ยังมีชีวิต ส่วนจำนวนจริงๆ ของศพในสุสานแห่งนี้เท่าไหร่ไม่มีใครยืนยันได้ แต่ประมาณการกันว่าประมาณ 8000 ศพ
อีกสาเหตุหนึ่ง สาเหตุที่ศพมีจำนวนมากขนาดนี้ก็เนื่องมาจาก สมัยก่อนนั้นนักบวชประจำอยู่ที่นี่มีฐานะยากจนลำบากมาก ดำรงชีวิตด้วยเงินบริจาค พอมาถึงยุคปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมหรือเรอเนสซองส์ นักบวชที่โบสถ์แห่งนี้ต่างร่วมมือกับญาติโยมเพื่อช่วยกันต่อต้านนักปฏิรูปทั้งหลายที่เข้ามายุ่งย่ามวุ่นวายกับสุสานนี้ โดยนำโครงกระดูกมาตกแต่งรอบโบสถ์และบอกว่าอย่าให้ใครแตะต้องมัมมี่เหล่านี้ เพราะพวกเขากำลังบรรลุสัจธรรมทางวิญญาณ
การที่จะได้มีโอกาสเอาศพของตนมาทำเป็นมัมมี่เก็บไว้ในสุสานแห่งนี้เป็นเรื่องที่ใฝ่ฝันของชนชั้นกลางยุคโบราณหากใครได้รับเกียรติให้เอาศพไปทำเป็นมัมมี่เก็บไว้ในสุสานแห่งนี้ ลูกหลานญาติมิตรต่างพลอยมีหน้ามีตาด้วย โดยความเชื่อของคนสมัยก่อนเชื่อว่าร่างที่ถูกดองเก็บไว้ไม่ให้เน่าไม่เปื่อยจะมีความผูกพันกับชีวิตหลังความตาย วิญญาณของผู้ตายยังไม่ออกไปไหนไกลๆ และยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ และสักวันหนึ่งจะเห็นร่างตนเองที่ยังคงสภาพเดิมอยู่ จนกลับเข้าร่างและมีชีวิตขึ้นมาใหม่
นักบวชรูปแรกที่ศพได้รับการทำเป็นมัมมี่เก็บไว้คือ ภราดา ซิลเวสโตร กุบบิโอ ศพหลวงพี่ถูกดองเป็นมัมมี่ เมื่อปี 1599 ต่อมาก็มีศพอื่นๆ ถูกทำแบบเดียวกัน และนำมาจัดท่ายืน ท่าแขวนลักษณะต่างๆ ด้วยกัน โดยศพเหล่านี้จะแห้งเองตามธรรมชาติ ศพของหลวงพี่ซิลเวสโตรจะถูกควักตับไตไส้พุงและเครื่องในออกหมดก่อน แล้วนำไปจากนั้นก็นำมัมมี่ไปไว้ห้องเล็กใต้ดินเป็นเวลา 8 เดือน วางลงในท่อดินเผาแล้วปล่อยให้น้ำเลือดน้ำหนองไหลออกมาจนแห้งก่อนจะนำไปชำระล้างด้วยน้ำส้มสายชูจนสะอาดแล้วราดด้วยน้ำสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมอีกครั้ง
จากนั้นก็นำออกมาล้างแล้วผึ่งแดดจนแห้ง เมื่อแต่งตัวให้โดยยัดภายในด้วยฟางเพื่อให้ได้รูปร่างแล้วก็ นำไปตากให้แห้งและนำมาแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณที่จัดว่าสุดยอดที่สุดของแฟชั่นขณะนั้น การแต่งตัวนี้ต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพราะศพคนตายนั้นจะแข็งตัว การจะใส่เสื้อสวมกางเกงให้จะต้องตัดมือตัดแขนขากัน มีบ่อยครั้งที่ตัดกันจนแขนขาหักไปเลย ซึ่งถือว่าเป็นครั้งตอนที่ระมัดระวังมากจะนำไปเก็บไว้ในสุสาน
ก่อนที่แขวนก็มีการจัดให้โพสท่าต่างๆ ทั้งที่ธรรมดาอย่างนอนอยู่ หรืออุ้มตุ๊กตา หรือกวักมือ แต่เนื่องจากศาสตร์ในการทำมัมมี่ของคาปูชินไม่ได้สูงมากนัก ศพเกือบทั้งหมดจึงกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว
นอกจากวิธีนี้ สุสานคาปูซีนยังมีสารเคมีชนิดหนึ่งในการทำมัมมี่ด้วย อาทิรายของ อันโตนิโอ เพรตติเกีย โคโม นั้น ได้รับการพิถีพิถันเป็นพิเศษ ดังนั้นสภาพศพจึงสวยสดงดงามเหมือมีชีวิตชีวา นัตน์ตาเป็นประกายสดใส ผิวพรรณมีน้ำมีนวล ทั้งนี้เพราะศพนี้ถูกใช่ในสารละลายอาร์เซนิกและแมกนีเซียนหรือปูนขาว
มัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสุสานแห่งนี้คือ หนูน้อยโรสซาเลีย ลอนบาร์โด (Rosalia Lombardo) ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1920 โรซาเลียเป็นบุตรสาวของทหารมียศซึ่งเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 2 ขวบ ศพของเธอถูกทำเป็นมัมมี่ตามธรรมเนียมของคาปูชิน โดยผู้ทำการดองเป็นหมอที่มีชื่อในขณะนั้น และด้วยน้ำยาดองสูตรลับ ทำให้หนูน้อยคนนี้ยังคงมีน้ำมีนวลมีชีวิตชีวาเหมือนมีชีวิตอยู่ โดยศพโรสซาเลียได้เก็บรักษาในห้องสำหรับเก็บศพเด็ก โดยการฉีดสารเคมีเข้าไปในร่าง ในโลงกระจกทำให้มองดูเหมือนหนูน้อยกำลังหลับอยู่มากกว่าจะเป็นศพศพอื่นๆผุพังกลายเป็นกระดูกขาวโพลน แพทย์ซาราเฟียจากโลกนี้ไปโดยไม่ยอมปริปากถึงเคล็ดลับในการทำศพ วิธีการรักษาศพจึงยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้

ในสุสาน ศพบางศพจะบรรจุอยู่ในโลงที่แขวนไว้เพื่อสามารถหาได้ง่าย ลูกหลานญาติมิตรจะเข้าไปสวดมนต์ โดนจับกระดูกไปด้วยระหว่างสวดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ เสร็จแล้วก็จะมาจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง และหวีผมทำความสะอาดใบหน้าให้ ศพไหนที่ไม่ค่อยมีญาติมาเยี่ยม หน้าที่นี้จะตกเป็นของสุสานคาปูซินที่จะต้องดูแลให้เรียบร้อยให้ ซึ่งจะดูแลรายละเอียดทุกศพ นับตั้งแต่การเอาลวดผูกกระดูกไว้ที่ตำแหน่งของมัน หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นจากซอกหลืบต่างๆ ของศพ
สุสานแห่งนี้เน้นความศักดิ์สิทธิ์เป็นหลัก ดังนั้น จึงมีการแบ่งแยกเก็บมัมมี่เป็นแผนกๆ เป็นหมู่ๆ ไป เช่น เฉลียงพรหมจารี ที่มีแต่ผู้หญิงบริสุทธิ์ที่ไม่เคยต้องมือชายเท่านั้น ซึ่งมัมมี่เหล่านี้จะแต่งสวยพิถีพิถันกว่ามัมมี่อื่น ทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณงดงาม หมวดสะดุดตา สายรัดคาดหมวกหรู ราคาแพง นอกจากนี้ทางสุสานจะไม่ยอมให้มัมมี่สาวๆ เหล่านี้อ้าปาก เหลือกตา หรือแยกเขี้ยวเป็นอันขาด ซึ่งจะมีนักบวชที่ทำหน้าที่เป็นช่างเสริมสวยในการตรงแต่งมัมมี่นี้ให้เรียบร้อย ด้วยเหตุนี้ทำให้เฉลียงพรหมจารรีเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดแล้วของโบสถ์แห่งนี้
นอกจากนี้ทางสุสานยังมีการแบ่งหมวดหมู่มัมมี่ตามแผนกต่างๆ อีกหลายแผนก ไม่ว่าจะมีแผนกผีนักบวช, ผีพระ, ผีราชการผู้ใหญ่, ผีเสมียน, ผีผู้ประกอบสัมมาอาชีวะ เพศหญิง เพศชาย ฯลฯ
ที่ทั้งน่ากลัวและน่าเกรงขามได้แก่แผนกของเจ้านายข้าราชการชั้นสูง ซึ่งปกติรูปร่างหน้าตาก็ดูเหี้ยมหาญดุดันอยู่แล้ว พอตายไปเป็นมัมมี่ยิ่งดูดุดันเข้าไปใหญ่ เท่านั้นยังไม่พอ เครื่องยศ เครื่องศักดิ์ทั้งหลายที่เคยครองอยู่จะถูกนำมาแต่งให้เต็มยศ เช่นเคยมีมงกุฎทองสวมเขาก็จะทำมงกุฎให้แต่เป็นมงกุฎเหล็กทาทองแทน เพราะทำเป็นทองแท้ ๆ เดี๋ยวมีปัญหายุ่งๆ อีกเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ หรือพวกโจรจะมาขโมย
เวลาจะเข้าชมสุสานเขาจะเตือนก่อนชมว่าอย่าตกใจหรือเสียความรู้สึก เพราะทุกคนจะถูกค้นตัวอย่างเสมอหน้า ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามแต่อย่างใด แต่ไว้ป้องกันพวกขโมยมัมมี่หรือพวกมือบอนที่ชอบหักชิ้นส่วนต่างๆ ของมัมมี่ติดตัวเป็นที่ระลึก
สถานที่นี้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว(จะมีคนไปเหรอ) จำกัดเวลาครับ อยากไปร้องถามไถ่ดูละกัน

ดัดแปลงด้วย cammy ในหนังสือต่วยตูนพิเศษ ฉบับที่ 361 มีนาคม 2548

ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล็อกแห่งความลี้ลับ ^^

เราจะหาเรื่องที่คุณไม่รู้ ไม่เคยคิดว่าจะมีจริงๆ มาให้คุณได้ชมกันเห็นๆ

แล้วเราไปลุยกันเลย